แนวโน้ม แนวรับ และแนวต้าน
What you learn in 3 minutesบทเรียนนี้จะพาไปดูว่าแนวโน้ม แนวรับ และแนวต้านคืออะไร โดยใช้คู่เงิน USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 เป็นตัวอย่าง และจะคำนวณเป็นเงินบาทให้เห็นชัดว่า หนึ่งจุดเคลื่อนไหวมีค่าเท่าไร
สี่ครั้งที่แตะแนวต้าน 36.4500 กับจุดตัดขาดทุน ฿800
| Step | Amount | Note |
|---|---|---|
| ราคาที่แนวต้าน | 36.4500 | ระดับที่ราคาแตะครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง |
| ราคาที่แนวต้านครั้งที่สาม | 36.4480 | แตะใกล้ระดับเดิมแต่ไม่ทะลุ ถือเป็นการยืนยันแนวต้าน |
| ขนาดสถานะ | 1 ล็อตมาตรฐาน | 100,000 หน่วย ของ USD/THB |
| ค่าของหนึ่งจุด (pip) | ฿10 | 100,000 คูณ 0.0001 เท่ากับ 10 บาท |
| จุดตัดขาดทุนห่างจากแนวต้าน | 80 จุด | ตั้งไว้เหนือแนวต้าน 0.0080 บาท |
| ขาดทุนสูงสุดถ้าจุดตัดขาดทุนทำงาน | ฿800 | 80 จุด คูณ ฿10 ต่อจุด |
| ราคาที่จุดตัดขาดทุน | 36.4580 | 36.4500 บวก 0.0080 |
โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดเศษราคา คิดค่าสเปรด หรือมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ตัวเลขเหล่านั้นจึงแตกต่างกันไปในแต่ละที่ ควรตรวจสอบจากเอกสารของโบรกเกอร์ที่ใช้จริง
The mistake people make here
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือวางจุดตัดขาดทุนชิดแนวต้านเกินไป เพราะคิดว่าราคาจะไม่ทะลุ แต่ราคาอาจแกว่งเลยระดับนั้นชั่วคราวแล้วย้อนกลับ ทำให้ถูกตัดขาดทุนก่อนที่แนวโน้มจะกลับตามที่คิด วิธีที่ควรทำคือเผื่อระยะห่างจากแนวต้านให้พอสมควร แล้วคำนวณขนาดสถานะจากระยะนั้น เช่น ถ้าเผื่อ 80 จุด และยอมขาดทุนได้ ฿800 ก็ใช้ 1 ล็อตมาตรฐาน แต่ถ้าเผื่อ 160 จุด ควรลดขนาดสถานะลงเหลือครึ่งหนึ่งเพื่อให้ขาดทุนสูงสุดยังอยู่ที่ ฿800Check yourself
ถ้าแนวต้านอยู่ที่ 36.4500 และคุณวางจุดตัดขาดทุนห่างออกไป 50 จุด บนสถานะ 1 ล็อตมาตรฐาน จะขาดทุนสูงสุดกี่บาท
50 จุด คูณ ฿10 ต่อจุด เท่ากับ ฿500
ถ้าคุณยอมขาดทุนได้เพียง ฿300 และต้องเผื่อระยะ 60 จุด ควรใช้ขนาดสถานะเท่าไรเมื่อเทียบกับ 1 ล็อตมาตรฐาน
60 จุด คูณ ฿10 เท่ากับ ฿600 ต่อ 1 ล็อตมาตรฐาน ดังนั้นเพื่อให้ขาดทุนสูงสุด ฿300 ต้องใช้ขนาดสถานะครึ่งล็อตมาตรฐาน